แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว

แผ่นดินไหว สำหรับประเทศไทยถ้าหากเป็นเมื่อก่อนอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่จากเหตุการณ์สึนามิที่ภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันเมื่อปี 2547 หรือแผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตรา เมื่อ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 1,500 กม. แต่คนบนตึกสูงในกทม. กลับรู้สึกได้
และเมื่อ 17 เมษายน 2555 เกิดแผ่นดินไหวบนบก ขนาด 3.1 ริกเตอร์ บริเวณอำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต สามารถรับความรู้สึกได้ในหลายพื้นที่
ของจังหวัด ภูเก็ต ทำให้คนไทยตระหนักว่า แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น แต่เรายังขาดแคลนความรู้และระบบป้องกัน

ถ้ามองกันเรื่องความเสี่ยง อาคารที่สูงตั้งแต่ 15 ชั้นขึ้นไป แม้จะมีการสั่นไหวมากกว่าตึกเตี้ย แต่ไม่น่ากลัว เพราะการออกแบบก่อสร้างตึกสูงจะมีการคิดคำนวณเผื่อเรื่องลมที่มาปะทะตึก ทำให้ตึกไหวอยู่แล้ว ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กรณีแผ่นดินไหวได้
ส่วนพวกบ้านชั้นเดียวไปจนถึง 6 ชั้นก็ไม่น่ากลัวเพราะการสั่นไหวจะมีน้อย ความเสียหายจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะต้องอยู่ใต้
หรือใกล้อาคารเหล่านั้นด้วยเท่านั้น ตึก 7 -15 ชั้น ที่ปลูกสร้างหลังปี 2550 หลังมีการออกกฏหมายบังคับเรื่องความแข็งแรงรองรับแผ่นดินไหวคง
ไม่มีปัญหา แต่ตึกที่สร้างก่อนหน้านั้น ก็น่ากังวลเนื่องจากความสูงมีไม่มาก ลมไม่แรง การคำนวณออกแบบเลยไม่ได้มีการเผื่อแรงลมที่มาปะทะ
ตึกไว้ การควบคุมการก่อสร้างทำกันแบบง่ายๆ ไม่เข้มงวดเหมือนตึกที่สูงกว่านี้

ซึ่งกรุงเทพฯ จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวได้จาก 3 กรณี คือ
1. แผ่นดินไหวในระดับ 7 – 7.5 ริคเตอร์ ในรอยเลื่อนจ.กาญจนบุรี ซึ่งมีระยะห่างจากกรุงเทพฯประมาณ 200 กม.
2. แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ 8 ริคเตอร์ ในรอยเลื่อนสกายที่ผ่ากลางพม่าแล้วลงมาที่ทะเลอันดามัน ห่างจากรุงเทพฯประมาณ 400 กม.
3. แผ่นดินไหวขนาด 8.5 – 9 ริคเตอร์ในแนวมุดตัวแถวหมู่เกาะอันดามันเหนือหมู่เกาะนิโคบา ห่างกรุงเทพฯประมาณ 600 กม.
การที่อาคารจะพังหรือไม่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาตรริกเตอร์ แต่ขึ้นอยู่กับค่าแรงเฉือนทั้งหมดในแนวราบที่ระดับพื้นดินของโครงสร้าง
สำหรับแนวทางในการรับมือแผ่นดินไหว ไทยเราจะมีกฏหมายการก่อสร้างอาคารต้าน แผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัดและภาคตะวันตก
(จ.กาญจนบุรี) ที่มีรอยเลื่อนสำคัญคือรอยเลื่อนแม่จัน จ.เชียงราย และรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี บังคับให้อาคารสูงที่เกินกว่า 15 เมตร
ต้องมีโครงสร้างป้องกันแผ่นดินไหว ประกาศใช้เมื่อปี 2540

ส่วนกรุงเทพมหานครบังคับใช้กฏหมายในปี 2550 โดยออกกฏกระทรวง กำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2550 ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้กฏกระทรวงฉบับนี้ คือ พื้นที่บริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็นชั้นดินอ่อน ครอบคลุมถึง 14,000 ตร.กม. จึงส่งผลให้เกิดการขยายแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ทำให้อาคารในบริเวณดังกล่าวมีความเสี่ยงภัยจากแผ่นดินไหวในระยะไกล ประกอบกับพื้นที่ภาคใต้บางส่วนของไทยตั้งอยู่ในบริเวณรอยเลื่อนระนอง
และรอยเลื่อนคลองมะรุ่ย ซึ่งมีการสั่นสะเทือนอยู่บ่อยครั้ง ทำให้อาคารในบริเวณดังกล่าวมีความเสี่ยงภัยจากแผ่นดินไหว ประกอบกับหลักเกณฑ์
การรับน้ำหนักความต้านทาน คงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ตามกฏกระทรวง
ฉบับที่ 49 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ไม่ครอบคุลมบริเวณเสี่ยงภัยดังกล่าว และไม่สามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวตามมาตรฐานสากล ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย จึงสมควรขยายพื้นที่การควบคุมดังกล่าว
รวมทั้งปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับน้ำหนัก ความต้านทานความคงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของ
แผ่นดินไหวเสียใหม่จึงจำเป็นต้องออกกฏกระทรวงนี้

ซึ่งการออกแบบโครงสร้างอาคารต้องเป็นไปตามมาตรฐานว่าด้วยการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่สภา
วิศวกรรับรองหรือที่จัดทำโดยส่วนราชการหรือนิติบุคคล ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ วิศวกรควบคุม มีวิศวกรระดับวุฒิ สาขาวิศวกรรมโยธา เป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาและลงลายมือชื่อรับรองวิธีการคำนวณนั้น

สำหรับตึกเก่าก็สามารถป้องกันได้ด้วยการนำแบบแปลนก่อสร้างอาคารมาตรวจสอบ และป้อนข้อมูลเข้าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ สร้างแบบ
จำลองสภาวะแผ่นดินไหวขึ้นมาว่า โครงสร้างของอาคารส่วนใดบ้างที่เป็นจุดอ่อนเมื่อเกิดแผ่นดินไหว และตึกโยกคลอน ซึ่งเมื่อแผ่นดินไหวจะไม่มี
ผลกระทบต่อเสาเข็มหรือฐานรากในส่วนที่อยู่ใต้ดิน เพราะมีดินช่วยอุ้มพยุงไว้ มีแต่ส่วนของอาคารที่อยู่เหนือดินเท่านั้นที่จะได้รับความเสียหาย
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเสากับคานเท่านั้น ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงก็ไม่สูงเพราะไม่ต้องทำทุกต้น ทำแค่บางจุดที่คอมพิวเตอร์คำนวณออกมาว่าเป็นจุดอ่อน รับแรงผลักจากแผ่นดินไหวไม่ได้ ด้วยการนำเหล็กมาค้ำยันเสริมความแข็งแรงให้มากกว่าปกติ

แม้ว่าแผ่นดินไหวจะเป็นภัยธรรมชาติที่เราไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ แเต่เราสามารถเตรียมพร้อมจะรับมือกับมันได้

ข้อมูลจาก

- กฏกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคารและพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือน ของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2550

- นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 25 เมษายน 2555